เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ นโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา

เลือกเปลี่ยนภาษา
ไทย อังกฤษ

นักธรณีฟิสิกส์ (Geophysicist)

วิชาทางด้านธรณีฟิสิกส์และธรณีวิทยามีความเกี่ยวพันกันค่อนข้างใกล้ชิด และบ่อยครั้งที่นักธรณีฟิสิกส์ต้องทำงานใกล้ชิดกับนักธรณีวิทยา การทำงานของนักธรณีฟิสิกส์จะใช้พื้นฐานความรู้ทางด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และเคมีในการศึกษา โดยพิจารณาคุณสมบัติของชั้นหินบนผิวโลกและองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในของผิวโลก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องของน้ำใต้ดิน, สภาพชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมโลก, มหาสมุทร และคุณสมบัติของสนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้าและความโน้มถ่วงของโลกด้วย นักธรณีฟิสิกส์จะใช้ 3 วิธีการในการสำรวจหาน้ำมัน นั่นคือ วิธีการวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็ก (Magnetic Survey) การวัดค่าความโน้มถ่วงของโลก (Gravity Survey) การวัดค่าความไหวสะเทือน (Seismic Survey)

   ในการสำรวจโดยวิธีการวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็กนั้น นักธรณีฟิสิกส์จะใช้เครื่องมือวัดค่าความเข้มสนามแม่เหล็ก (Magnetometer) เพื่อคำนวณค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลก ณ จุดที่ทำการสำรวจบนพื้นผิวโลก สำหรับการสำรวจโดยวิธีการการวัดค่าความโน้มถ่วงของโลก นั้นจะใช้เครื่องมือวัดค่าความโน้มถ่วงของโลก (Gravity Meter/ Gravimeter) ช่วยในการคำนวณวัดค่าความโน้มถ่วงโลก ณ บริเวณที่ทำการสำรวจ โดยเครื่องมือทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว จะถูกใช้ในการสำรวจหาลักษณะ ขนาด ความลึก และขอบเขตโดยประมาณของแอ่งสะสมตะกอนและโครงสร้างชั้นหินที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน สำหรับการสำรวจโดยวิธีการวัดค่าความไหวสะเทือนนั้น จะเป็นการส่งคลื่นเสียงไปใต้พื้นดินโดยการจุดระเบิด หรือการกระแทกบนพื้นดิน ซึ่งคลื่นความสั่นสะเทือนที่ถูกส่งผ่านลงไปใต้ผิวดินจะสะท้อนกลับจากชั้นหินใต้พื้นดินมายังผิวโลก ในลักษณะของคลื่นสะท้อนกลับ และจะเข้าสู่เครื่องรับสัญญาณและถูกบันทึกโดยเครื่องมือซึ่งเรียกว่า geophone ซึ่งข้อมูลที่บันทึกไว้จะถูกนำไปประมวลผลจนสามารถแสดงผลออกมาในลักษณะของรูปภาพแสดงถึงตำแหน่งและรูปร่างลักษณะโครงสร้างของชั้นหินเบื้องล่างได้

   ธรณีฟิสิกส์นับเป็นแนวหน้าของสาขาวิชาชีพที่มีการพัฒนาทางด้านวิชาการมากที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เทคนิคการวัดคลื่นความไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ (3D Seismic) เป็นวิธีการที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ระดับสูงเข้ามาช่วยในการพัฒนารูปแบบโครงสร้างใต้ผิวดินแบบ 3 มิติ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการบ่งชี้บริเวณที่คาดว่าจะเป็นแหล่งสะสมตัวของปิโตรเลียมได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น รูปแบบโครงสร้างใต้ผิวดินแบบ 3 มิติที่ได้จากการวัดคลื่นความไหวสะเทือน บางครั้งสามารถแสดงภาพเสมือนจริงขนาดใหญ่ได้ในโรงฉายโดยจะเป็นภาพเสมือนกับว่าเรากำลังยืนอยู่ในแหล่งปิโตรเลียมใต้พื้นผิวโลก

ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2561 ผู้เยี่ยมชม : 37,241,664
ผู้เยี่ยมชม (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ชธ.) : 114,249