เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

เลือกเปลี่ยนภาษา
ไทย อังกฤษ

ปตท.พร้อมคืนกำไร จากค่ากลั่นช่วยรัฐตรึงน้ำมัน

Topic

( 22 มิถุนายน 2565 )  นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติ คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่21 มิ.ย. 2565 เห็นชอบ มาตรการด้านพลังงาน โดยขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาตินำส่งกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและเบนซินเข้ากองทุนน้ำมันในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง โดยเงินในส่วนของน้ำมันดีเซล นำไปบริหารราคาขายปลีกให้ไม่เกิน 35 บาท/ลิตร เงินในส่วนของน้ำมันเบนซิน นำไปลดราคาขายปลีก 1 บาท/ลิตร

ขณะที่ กระทรวงพลังงาน รายงานว่า กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับกลุ่มโรงกลั่นถึงแนวทางในการดำเนินการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป รวมทั้งขอความร่วมมือ ปตท. นำส่งกำไรส่วนหนึ่งของโรงแยกก๊าซธรรมชาติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งคาดว่าจัดเก็บได้ 500-1,000 ล้านบาท/เดือน

ขณะที่ มาตรการประหยัดพลังงานภาคประชาชน อาทิ มาตรการ “ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน” ปิดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ ตั้งอุณหภูมิ เรื่องปรับอากาศ 26 องศาเซลเซียส ภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม อาทิ การเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศเป็นเวลา ขอความร่วมมือให้ปิดป้ายโฆษณาหลัง 22.00 น. เป็นต้น

ภาคขนส่ง อาทิ การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะแทนยานพาหนะส่วนบุคคล รณรงค์ขับรถไม่เกิน 90 กม./ชม. ลดการเดินทางโดยการใช้แอปสั่งอาหารหรือรับส่งของ หรือการใช้ การประชุมออนไลน์แทนการเดินทางด้วยตนเอง หน่วยงานราชการ อาทิลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20และกำหนดให้ลดการใช้พลังงานร้อยละ 20เป็นตัวชี้วัดของส่วนราชการ

ด้านแหล่งข่าว จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)หรือพีทีที เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลเตรียมขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ให้นำส่งกำไรค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลการจัดเก็บค่าการกลั่นน้ำมันเบนซิน โรงแยกก๊าซ เพื่อเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ทางกลุ่ม ปตท. พร้อมให้ความร่วมมือกับทางภาครัฐ แต่ต้องมีความชัดเจน และอยู่ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งที่ผ่านมาปตท. ให้ความร่วมมือและให้การช่วยเหลือกับประชาชนในกลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ ในฐานะที่ ปตท. เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีนักลงทุน และ ผู้ถือหุ้นเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน และได้รับการสอบถามจากนักลงทุน โดยเฉพาะต่างประเทศเข้ามาถึงนโยบายดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ เพราะบทบาทหนึ่ง คือ การดูแลด้านสังคมสอดคล้องกับเทรนด์ของโลก โดยการทำธุรกิจต้องมีนโยบายเรื่องของ ESG (Environment-Social-Governance)

“เป็นเรื่องที่ต้องดูแล โดยเฉพาะกลุ่มผู้เปราะบางแต่ประเด็นสำคัญสุด คือ การรณรงค์ให้เกิดการประหยัดพลังงาน เพราะราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นนอกจากเรื่องสงคราม ก็คือ เรื่องของความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นมา ขณะที่กำลังผลิตไม่เพียงพอ ประกอบด้วยดังนั้น การประหยัด การลดความต้องการใช้ให้ลดลงมาก็จะเป็นเรื่องที่จะทำได้ นอกจากนี้ ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวต้องคิดให้รอบคอบ เพราะธุรกิจโรงกลั่นมีทั้งช่วงที่ค่าการกลั่นตกต่ำ ก็เจอกับภาวะขาดทุน และในยามที่เกิดภาวะไม่ปกติเช่นปัจจุบันก็เชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะช่วยเหลือ” แหล่งข่าว กล่าว

 

ที่มา : https://www.naewna.com/business/661868

ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2561 ผู้เยี่ยมชม : 46,266,995
ผู้เยี่ยมชม (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ชธ.) : 119,745