เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และ นโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา

เลือกเปลี่ยนภาษา
ไทย อังกฤษ

ถ่านหินแต่ละชนิดใช้เวลากำเนิดกี่ปี?

ก่อนอื่น ต้องขอสร้างความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการเกิดถ่านหินนั้น ต้องใช้เวลาทางธรณีวิทยา (Geologic time scale) มาบรรยายเรื่องดังกล่าว

ข้อมูล จาก www.answers.com/topic/coal-1 นั้น พอจะสรุปได้ ดังนี้

1. ช่วงเวลาที่เกิดการทับถมของพืชต้นกำเนิดถ่านหิน ที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในโลกนี้ จะเกิดอยู่ในชั้นหินยุคคาร์บอนนิเฟอรัส (Carboniferous era) คือ ระหว่างเวลา 280-345 ล้านปีก่อน ได้แก่ ถ่านหินที่พบในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เป็นต้น

และอายุทางธรณีวิทยาดังกล่าว สามารถเทียบเคียงได้กับ หินชุดเพนซิลเวเนียน (Pennsylvanian age) ในทวีปอเมริกาเหนือ คือ ระหว่างเวลา 286-320 ล้านปีก่อน

2. ส่วนในทวีปออสเตรเลียนั้น ถ่านหินจะเกิดในชั้นหินยุคเพอเมียน (Permian era) คือ ระหว่างเวลา 245-286 ล้านปีก่อน

3. สำหรับในประเทศนิวซีแลนด์ ถ่านหิน จะเกิดในชั้นหินปลายยุคครีเตเซียส และต้นยุคเทอร์เชียรี (Late Cretaceous and Early Tertiary) คือ ระหว่างเวลา 66-57 ล้านปีก่อน

4. ในขณะที่ แหล่งถ่านหินในประเทศไทยที่มีการสำรวจพบ และมีการทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์เชิงพาณิชย์แล้วนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นหินยุคเทอร์เชียรี (Tertiary era) คือ ระหว่างเวลา 66-23 ล้านปีก่อน จนถึงอายุอ่อนกว่านี้ เป็นต้น

***** หมายเหตุ ต่อไปนี้ สรุปโดย ผู้เขียน (วลัย) เท่านั้น ***** คือ :

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในการที่จะแยกว่า ถ่านพืทต้องใช้เวลานานเท่าไรจึงจะกลายเป็นลิกไนต์---ซับบิทูมินัส---บิทูมินัส---แอนทราไซต์ ฯลฯ นั้น

คงจะไม่สามารถกำหนดเวลาใน scale ธรรมดา/ปกติ ได้เลย เพราะเป็นการเกิดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนการทางธรณีวิทยา (Geological processs) เป็นเวลานานนับล้าน ๆ ปีขึ้นไป

จากซากพืชที่ล้มตายทับถมกันอยู่ในชั้นหินตะกอนต่างๆ ต่อมาเมื่อเกิดมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของโลก ในเวลาหลายร้อยล้านปีก่อน ทรากพืชเหล่านั้นจึงต้องตกอยู่ภายใต้ความร้อน และความกดดัน (ความลึกจากผิวโลก และน้ำหนักของชั้นหินตะกอนที่ทับถมอยู่ข้างบนชั้นทรากพืช) ต่างๆ

ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน ดังกล่าว ทั้งหมดข้างต้น จึงทำให้ซากพืชเหล่านั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทั้งทางเคมี และฟิสิกส์ กลายเป็นถ่านหินชั้นคุณภาพต่างๆ

ซากพืชที่ถูกความร้อน และความกดดันน้อย ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อย กลายเป็นถ่านลิกไนต์ ส่วนที่ถูกผลกระทบมากก็กลายเป็นถ่านบิทูมินัส ต่อไป (คือ ความเป็นพืช/ไม้ ลดลงจนกลายเป็นคาร์บอนล้วนๆ)

กระบวนการทางธรณีวิทยานี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงซากพืชที่เป็นสารอินทรีย์ ไปเป็นการสะสมตัวของสารคาร์บอนเนเซียส (Carbonaceous depositsม, คาร์บอน) กลายเป็นถ่านหินชั้นคุณภาพต่างๆ ต่อไป

ดังนั้น โอกาสที่ซากพืชที่ทับถมในแอ่งตะกอนต่างๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นถ่านหินชั้นคุณภาพต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับเวลา และความลึกของแอ่งสะสมตัว เป็นเครื่องกำหนดหลัก

ข้อมูล เรียบเรียง และความคิดเห็นจาก คุณวลัย ตะเวทิพงศ์

ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2561 ผู้เยี่ยมชม : 34,968,491
ผู้เยี่ยมชม (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ชธ.) : 112,975