Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
กกพ. ออกมาตรการสมัครใจลด Peak ไฟฟ้า จ่ายถูกกว่าหากเลี่ยงช่วง Critical Peak 13.30 - 15.30 น.
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
12 มิถุนายน 2561

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จับมือ 3 การไฟฟ้า ทดลองมาตรการลดใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจ (Demand Response-DR) เพื่อลด Peak ไฟฟ้าประเทศ  ใช้อัตราค่าไฟเป็นแรงจูงใจโดยผู้เข้าร่วมโครงการจะจ่ายค่าไฟถูกกว่าหากเลี่ยงใช้ช่วง Critical Peak ระหว่าง 13.30-15.30 น. ตั้งเป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ ในรอบบิลค่าไฟฟ้า ส.ค. 2561 หากสำเร็จ จะนำมาใช้เป็นมาตรการถาวรในช่วงหน้าร้อนประมาณเดือน พ.ค. ของทุกปี



นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ.
 เปิดเผยว่า กกพ. ได้ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทดลองมาตรการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response - DR) ภาคสมัครใจ สำหรับกรณีลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ประเทศ หรือ Critical Peak (CCP) โดยจะเปิดให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -30 มิ.ย. 2561 เพื่อทดสอบการลดใช้ไฟฟ้าในรอบบิลเดือน ส.ค. 2561 ซึ่ง กกพ. ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100 เมกะวัตต์

โดยผู้ร่วมโครงการจะได้รับอัตราค่าไฟฟ้าที่จูงใจ ซึ่งแตกต่างจากผู้ไม่เข้าร่วมโครงการ โดย กกพ.กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเป็น 3 ช่วง ตามแรงดันไฟฟ้า ได้แก่ 1. ช่วง Critical Peak (CCP) ระหว่างเวลา 13.30-15.30 น. ค่าไฟฟ้าจะอยู่ประมาณ 9 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่กำหนดขึ้นมาใหม่สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว (จากปกติที่กำหนดอัตราค่าไฟเป็น 2 ช่วงคือ Peak และ   Off-Peak) 2. ช่วง Peak ระหว่างเวลา 09.00-13.29 น. และ 15.31-22.00 น. ค่าไฟฟ้าจะอยู่ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าผู้ไม่ร่วมโครงการที่ถูกคิดเงินอัตรา 4 บาทต่อหน่วย และ 3. ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak) ระหว่างเวลา 00.00-8.59 น.และ 22.01-24.00 น. ค่าไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย (เท่ากับผู้ไม่ร่วมโครงการ)

ดังนั้น หากผู้ร่วมโครงการหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วง CCP ได้ แต่ยังคงใช้ไฟฟ้าช่วงเวลา Peak อยู่ ค่าไฟฟ้าโดยรวมก็ยังถูกลง เพราะ กกพ. ได้ปรับลดค่าไฟฟ้าช่วง Peak ให้ จากปกติประมาณ 4 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ร่วมโครงการลดใช้ไฟฟ้าช่วง CCP เป็นหลัก เพื่อตัดยอดการเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่เกิดขึ้นเกือบทุกปีในช่วงเวลาดังกล่าว  ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ในอนาคต   

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ กกพ. ต้องการให้ร่วมโครงการ คือ ผู้ใช้พลังงานประเภท4 (กิจการขนาดใหญ่) ที่ใช้ไฟฟ้าอัตรา TOU (Time of Use)  และมีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแบบ AMR หรือ มิเตอร์อิเล็คทรอนิคส์  เป็นต้น

ทั้งนี้ หากมาตรการดังกล่าวประสบผลสำเร็จจะนำร่องใช้เป็นมาตรการถาวรในอนาคต โดยอาจนำมาใช้ในเดือน พ.ค. ของทุกปีที่มักจะเกิด Peak โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป ซึ่งจะพิจารณาเป้าหมายตามความเหมาะสม แต่ในระยะยาว กกพ.ตั้งเป้าหมายการลดใช้ไฟฟ้าตามโครงการดังกล่าวไว้ 500 เมกะวัตต์ ในปี 2567-2568 เนื่องจากเป็นช่วงที่สำรองไฟฟ้าจะเหลือน้อยหรือไม่มีไฟฟ้าสำรอง หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น   

นายธวัชชัย จักรไพศาล ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้า กฟผ.ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ร่วมโครงการได้มีทั้งสิ้น 5 ราย จาก 8 ราย ได้แก่ ฐานทัพเรือสัตหีบ, บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด, บริษัท เหล็กสยาม , บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด  รวมกำลังการใช้ไฟฟ้า 190    เมกะวัตต์ ซึ่งรับไฟฟ้าโดยตรงจาก กฟผ. โดยการประสานเข้าร่วมโครงการนั้น ทาง กฟผ.จะประสานโดยตรง เนื่องจากผู้ร่วมโครงการจำนวนไม่มาก

นายพูลสิริ ธรรมสโรช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวว่า ลูกค้า PEA ที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วมโครงการได้มีทั้งสิ้น 5,400 รายทั่วประเทศ รวมกำลังการใช้ไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่ง PEA ตั้งเป้าอย่างน้อยมีผู้ร่วมโครงการ500 ราย คาดลดใช้ไฟฟ้าได้ 1,000 เมกะวัตต์ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.pea.co.th และขอยกเลิกได้ภายใน 12 ก.ค. 2561

นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กลุ่มผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการของ กฟน. ได้มีประมาณ 680 ราย หากทั้งหมดร่วมโครงการจะลดใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ โดยผู้ที่สนใจสมัครร่วมโครงการได้ที่ www.mea.or.th  โดยยกเลิกสมัครได้ภายใน 19 ก.ค. 2561




ที่มา:http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1352

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ