Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกรอบสัปดาห์นี้ (11-15 มิ.ย. 61)
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
12 มิถุนายน 2561
บมจ.ไทยออยล์ วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบตลาดโลกรอบสัปดาห์นี้ (11-15 มิ.ย.)โดยระบุว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปกจะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยอุปทานน้ำมันที่ขาดหายไปจากอิหร่าน และเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบและปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาที่มีแนวโน้มปรับลดลง หลังเวเนซุเอลาอาจประกาศเหตุสุดวิสัยในการส่งออกน้ำมันดิบ คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 62-67 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล.ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 73-78 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล.

วันที่ 13 มิถุนายนนี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะไปยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน ถึงข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศถูกลงได้กว่านี้อีกข้อเสนอที่ว่านี้ก็เช่น 1.ให้ โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายในประเทศเช่นเดียวกับการส่งออกไปสิงคโปร์ โดยไม่ต้องมีการเปรียบเทียบต้นทุนการนำเข้าจากสิงคโปร์เพราะราคา ส่งออกจำหน่ายในราคาต่ำกว่าการขายในประเทศ 2.ให้ยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาเป็นกลไกดูแลราคาน้ำมันแทน 3.ให้งดการจัดเก็บกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่จัดเก็บ 10 สต./หน่วย เพราะขณะนี้เงินกองทุนมีสูงถึง 41,000 ล้านบาท และมีการใช้อุดหนุนข้ามประเภทที่นำเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนด้านไฟฟ้า 4.ส่วนราคาก๊าซหุงต้มเฉพาะภาคครัวเรือนควรกลับไปใช้สูตรในอดีตที่อ้างอิงราคาตะวันออกกลางไม่เกิน 333 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพื่อทำให้ราคาภาคครัวเรือนไม่เกิน 10 บาท/กก. 5.ราคาเอทานอล ก็ควรปรับสูตรให้ราคาแพงกว่าราคาอ้างอิงตลาดโลกไม่เกินร้อยละ 10 จะช่วย ทำให้ราคาลดลงได้อย่างน้อย 3-4 บาท/ลิตร จากที่ปัจจุบันราคาไทยสูงกว่าบราซิลประมาณ 9 บาท/ลิตร ก็ควรจะสูงกว่าไม่กิน 6-7 บาทต่อลิตร 6.ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มในสูตรน้ำมันก็ควรจะคิดเฉพาะเนื้อน้ำมันเท่านั้นไม่ควรคำนวณราคาสุดท้ายที่รวมภาษีอื่นๆ และเงินกองทุนต่างๆเข้าไปด้วย ฯลฯ.เชื่อว่าประชาชนทั่วไปเห็นด้วยและหนุนกับข้อเสนอนี้ แต่ก็ต้องดูว่า กระทรวงพลังงาน และกลุ่มบริษัทน้ำมัน โรงกลั่น และผู้ค้าก๊าซ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ระบุปี 2561 พพ. มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการทั้ง ภาครัฐและเอกชนทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้สนใจติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบลาโดม) เป็นพื้นที่ 75,000 ตารางเมตร ให้การสนับสนุน 30% ของเงินลงทุนติดตั้ง ระบบ ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิง แอลพีจี หรือไฟฟ้า มุ่งลดการใช้พลังงานและน้ำมันในกระบวนการอบแห้งผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และจะดำเนินการสนับสนุน ต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2569 โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554-60 ได้ให้การสนับสนุนติดตั้งระบบไปแล้ว กว่า 212 ระบบ ใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อ ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานไปแล้วประมาณ 90 ล้านบาท มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานระบบสำหรับอบแห้งสินค้าเชิงพาณิชย์ได้แก่ กล้วยตาก ผลไม้อบแห้ง สมุนไพร เครื่องเทศ ข้าวแตน เนื้อสัตว์แดดเดียว กาแฟ ฯลฯ

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/nnd/2840096
อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/nnd/2840096
 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ