Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
อดีตผู้ว่ากฟผ.เผยคนไทยร่วมรับภาระค่าไฟจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนกว่า 1.3 แสนล้านบาท
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
11 พฤษภาคม 2561

“ กรศิษฏ์ ”เดี่ยวไมโครโฟน ในงาน  EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018 เผยคนไทยต้องร่วมรับภาระค่าไฟฟ้าจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนของรัฐในช่วงที่ผ่านมา จนถึงสิ้น ธ.ค. 2560 รวมแล้วกว่า 1.3แสนล้านบาท แนะทางออกคือต้องปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ให้รองรับการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน โดยต้องมีเรื่องใหม่ที่ใช้นวัตกรรมเข้ามารวมอยู่ในแผน อาทิ Smart Grid , Micro Grid , Energy  Storage System ,Grid Flexibility , Power Plant Flexibility และ Demand Response



หลังเกษียณอายุจากตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย( กฟผ.) ไปเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ซึ่งกลายเป็นอดีตผู้ว่ากฟผ.ได้รับเชิญให้ขึ้นเวที ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Innovation as a Solution for a Better Life” ภายในงาน EGAT INNOVATION SHOWCASE 2018 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 โดยเป็นการพูดในลักษณะของการเดี่ยวไมโครโฟน  ที่เน้นหนักไปในเรื่องของ นวัตกรรมพลังงานเพื่ออนาคตที่ช่วยเสริมศักยภาพความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยช่วงหนึ่งของการปาฐกถาพิเศษ นายกรศิษฏ์ กล่าวถึง นโยบายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในระบบของการให้ส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าหรือ Adder และการส่งเสริมค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่เป็นจริง หรือ Feed in Tariff –FiTว่าข้อมูล ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าต้องช่วยแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายดังกล่าวเป็นเงินรวมประมาณ 130,000 ล้านบาท โดยที่ยังคิดรวมกับต้นทุนที่กฟผ.ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อช่วยแบคอัพ ให้กับระบบ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้เห็นว่ากระแสการส่งเสริมเรื่องของพลังงานหมุนเวียน นั้นสอดคล้องกับเรื่องของภาวะโลกร้อน   แม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่เชื่อเรื่องของภาวะโลกร้อน โดยมองว่าเป็นเกมการเมืองและเกมผลประโยชน์ระดับโลก  แต่เมื่อทุกประเทศต้องมีนโยบายการส่งเสริมเรื่องของพลังงานหมุนเวียน ให้สอดคล้องกับกระแสดังกล่าว จึงต้องมีการวางแผนรองรับ   ซึ่งที่ผ่านมา เรามีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ที่ไม่มีความเสถียร ในสัดส่วนที่มากเกินไป ทำให้เป็นภาระต่อระบบโดย ที่ต้องคอยแบคอัพให้  ส่งผลให้ระบบมีต้นทุนที่สูงขึ้น และต้นทุนดังกล่าวถูกส่งผ่านไปให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า   ในรูปของค่าเอฟที

นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า  การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะส่วนของผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อใช้เอง หรือ (Independent Power Supply)ทำให้กราฟการใช้ไฟฟ้า  เปลี่ยนรูปจาก หลังอูฐ เป็น หลังเป็ด (Duck Curve ) คือช่วงกลางวัน ที่เคยเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด กลายเป็นความต้องการใช้ลดลง และมาเพิ่มขึ้นสูงในช่วงหัวค่ำ ซึ่งระบบต้องเร่งกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าขึ้นมารองรับ  ทั้งนี้ หากไม่มีการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้ารองรับปัญหาดังกล่าว  ความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศก็จะมีปัญหา  โดยเหตุการณ์ดังกล่าว มีตัวอย่างให้เห็นแล้วที่ ออสเตรเลียใต้ ที่เกิดไฟฟ้าดับทั่วทั้งภาคถึง 3ครั้ง เมื่อมีพายุเข้า และโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้ามาเสริมความมั่นคงให้กับระบบได้

“ผมเป็นคนเสนอให้กระทรวงพลังงานมีการปรับแผนพีดีพี 2015 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะไม่รองรับกับพลังงานหมุนเวียนที่จะสร้างปัญหาให้กับระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากมีเฉพาะเรื่องของ โรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง โดยแผนพีดีพี ฉบับใหม่ ควรจะต้องมีเรื่องของ Smart Grid , Micro Grid , Energy  Storage System ,Grid Flexibility , Power Plant Flexibility และ Demand Response เข้ามารวมอยู่ด้วย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้าสู่ระบบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น “ นายกรศิษฏ์ กล่าว  

เขา อธิบาย ว่า การเกิดขึ้นของพลังงานหมุนเวียน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นกระแสของโลก ซึ่ง กฟผ. ต้องปรับองค์กรรองรับ โดยมองว่า แผนพีดีพีฉบับใหม่ หรือพีดีพี2018  จะต้องออกแบบให้ โรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ  ช่วยผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการของชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงก่อนเป็นลำดับแรก  โดยต้องมีระบบ Smart Grid , Micro Grid หรือเรื่อง การขอความร่วมมือในการลดใช้ไฟฟ้า หรือ  Demand Response เข้ามาช่วย   

แนวทางดังกล่าวจะทำให้ระบบสายส่งหลัก ที่มีบทบาทในการเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป มีขีดความสามารถในการส่งไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น  และช่วยลดการสูญเสียของไฟฟ้าในระบบ รวมทั้งลดต้นทุนของระบบลงได้  จากที่ผ่านมา กฟผ.ต้องสร้างระบบสายส่งที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อไปรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก ที่เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า  และไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ส่งไปยังพื้นที่ห่างไกล ก็สูญเสียในระบบในปริมาณมาก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ แผนพีดีพี ฉบับใหม่ จะต้องปรับให้ โรงไฟฟ้าและระบบสายส่งของกฟผ.ที่มีอยู่ มีความความยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับความผันผวนของไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน  ทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ หรือการนำระบบ Energy  Storage System มาใช้



ที่มา:http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1287

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ