Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
เร่งมาตรการ Demand Response แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ให้ทัน เม.ย.ปีนี้
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
8 กุมภาพันธ์ 2561



ในวงเสวนา “ผ่าทางตัน โรงไฟฟ้าถ่านหิน “ ซึ่งจัดโดยชมรมคอลัมนิสต์  นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย กระทรวงพลังงานประกาศจะใช้มาตรการขอความร่วมมือในการลดใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟ หรือ Demand Response-DR แบบเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ให้ทันเกิดPeak ไฟฟ้าภาคใต้ปีนี้  และการเร่งขยายระบบสายส่ง ให้สามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงมาได้มากขึ้น หลังโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผนที่วางไว้   โดยย้ำในอนาคตพื้นที่ภาคใต้ยังมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลัก ในขณะที่ผู้บริหาร บริษัทเกาะกง ยูติลิตี้ เสนอตัวขายไฟจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกาะกง  กัมพูชา ขนาด4,000 เมกะวัตต์ ให้รัฐบาล เป็นทางเลือก

ในการจัดเสวนาระดมความคิดเรื่อง “ผ่าทางตัน โรงไฟฟ้าถ่านหิน “ซึ่งจัดโดยชมรมคอลัมนิสต์  นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า  ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 400 เมกะวัตต์ แล้วในปีนี้  ในขณะที่ระบบสายส่งในภาคใต้ ที่ส่งป้อนจังหวัดภูเก็ต ยังมีขนาด แรงดัน 230 เควี ทำให้รัฐ  มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงไฟฟ้า รัฐจึงต้องเร่งมาตรการ Demand Response-DR แบบเข้มข้น มาใช้เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. –พ.ค.  เพื่อไม่ให้ จ.ภูเก็ต มีปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับ

ทั้งนี้รัฐมีการวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ เพื่อมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ที่เดิมจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ เชิงพาณิชย์ ได้ในปี2562 แต่เมื่อการดำเนินโครงการดังกล่าวถูกต่อต้าน จนรัฐบาลตัดสินใจชะลอโครงการออกไปและให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ใหม่ รวมทั้งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มีความชัดเจน ภายในระยะเวลา 3ปี   จึงจำเป็นต้องหามาตรการอื่นมาใช้ลดผลกระทบ

โดยมาตรการ   Demand Response ที่จะนำมาใช้ในช่วงเดือนเม.ย. –พ.ค. 2561 นั้น จะเน้นในพื้นที่ปลายสายส่งที่มีความต้องการใช้ไฟสูง  โดยรัฐ จะมีมาตรการจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟเองจากรูปแบบการใช้ปกติ เพื่อลด Peak Demand ลงให้ได้ประมาณ 50-100เมกะวัตต์  อันจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการสภาวะวิกฤตด้านพลังงานไฟฟ้า  โดยที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวเคยถูกทดลองใช้มาแล้ว ในช่วงปี 2556- 2557เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตแหล่งก๊าซ ยาดานาของเมียนมา และวิกฤตแหล่งก๊าซพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA

สำหรับการเร่งขยายระบบสายส่ง จาก230เควี เป็น 500 เควี นั้น รัฐจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน3-4 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ไปได้ในระยะสั้น  ส่วนระยะต่อไป ภาคใต้จำเป็นจะต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลักในพื้นที่ จากปัจจุบันที่มีโรงไฟฟ้าหลักเพียง2โรง เท่านั้น คือโรงไฟฟ้าขนอม ขนาด 930 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าจะนะ ขนาด 1,476 เมกะวัตต์
        

 “การที่รัฐวางแผนให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ภาคใต้ ไม่ใช่ว่ารัฐอยากจะสร้าง แต่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า เชื้อเพลิงถ่านหินจะช่วยปิดจุดเสี่ยงของระบบไฟฟ้าของประเทศ ที่พึ่งพาก๊าซมากเกินไป   อยากให้ประชาชนมองภาพรวม ไม่ใช่มองเฉพาะจุดของจังหวัด  ถ้ามองในระดับประเทศไม่ได้ ก็อยากให้มองเฉพาะส่วนของภาคใต้ ซึ่งมีปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าที่แตกต่างจากภาคอื่น  “ นายทวารัฐ กล่าว

นาย นายบรรพต แสงเขียว รองประธาน บริษัท เกาะกง ยูทิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า มีข้อเสนอใหม่ ที่จะให้รัฐซื้อไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าถ่านหินจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเชื่อมโยงระบบสายส่ง มาเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคม   โดย ปัจจุบันบริษัท เกาะกง ยูทิลิตี้ จำกัด ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา สามารถสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึงปีละ 4,000 เมกะวัตต์ สามารถส่งกระแสไฟฟ้ามายังพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้ในราคาหน่วยละ 2.76 บาท  ซึ่งถูกกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้า

ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน  กล่าวว่า ทางออกที่จะช่วยผ่าทางตัน โรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้  ภาครัฐจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่  โดยจะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น  ที่ให้มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกสถานที่และโครงการในระดับจังหวัด และให้ชุมชนเป็นผู้เสนอสถานที่และโครงการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของรัฐ รวมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ ผลตอบแทน มาตรการดูแลผลกระทบ

การให้หน่วยงานที่เป็นกลางเป็นผู้รับผิดชอบในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)  โดยให้กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่เริ่มแรก  รวมทั้งปฎิบัติการประชาสัมพันธ์เชิงรุก อย่างต่อ
เนื่องตั้งแต่เริ่มโครงการ

ที่มา:http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1129 

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ