Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
กกพ.พร้อมยึดเงินค้ำประกัน เอกชน ในโครงการ SPP Hybrid ที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามสัญญา
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
8 มกราคม 2561

โฆษก กกพ.พร้อมยึดเงินค้ำประกัน เอกชนที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใต้ โครงการ“SPP Hybrid” ที่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(COD) ได้ตามสัญญา  แจงเหตุผล เอกชนที่เสนออัตราค่าไฟฟ้าได้ต่ำที่สุด ที่ 1.85บาทต่อหน่วย เพราะเป็นผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจโรงงานน้ำตาล  ในขณะที่ การรับซื้อไฟฟ้า SPP Hybrid เฟส2 จะมีหรือไม่ ต้องรอหลังปี2564


หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( สำนักงานกกพ.)  ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก ขายไฟในโครงการ “SPP Hybrid” ทั่วประเทศ จำนวน  17 ราย รวมปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย300 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้งรวม 434.60 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการรับซื้อ เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2560 นั้น

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการในคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ข้อสังเกตจากการดำเนินงานที่ผ่านมา เอกชนที่สามารถเสนออัตราค่าไฟฟ้าได้ต่ำที่สุด ที่ประมาณ 1.85บาทต่อหน่วย นั้นเป็นเอกชนที่ เป็นเจ้าของแหล่งเชื้อเพลิงเอง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานน้ำตาล ที่มีกากอ้อยเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตอยู่แล้ว และส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจไฟฟ้า โดยผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในโรงงาน    อย่างไรก็ตาม หากเอกชนมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วและไม่สามารถที่จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ตามสัญญา ได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2564 (Commercial Operation Date) ก็จะถูกยึดเงินค้ำประกัน

นายวีระพล กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงงานน้ำตาลที่สามารถเสนอราคาประมูลได้ต่ำ เพราะได้ประโยชน์ไปแล้วจากธุรกิจโรงงานน้ำตาล  บางรายก็มีโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตใช้เองอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถขายเข้าระบบได้ ดังนั้นเมื่อมีโครงการรับซื้อไฟฟ้า“SPP Hybrid” จึงไม่มีค่า fix cost อีก แต่จะมีการลงทุนในอุปกรณ์ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาใหม่บางรายการเท่านั้น   

ทั้งนี้ ผู้ชนะประมูลที่ให้ส่วนลดมากที่สุดถึง 99.99% ก็หมายถึงผู้ประกอบการ ขอค่าไฟแค่ 1.85 บาทต่อหน่วยในปีแรก ส่วนปีถัดไปก็จะปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในภาพรวม ถือว่าสามารถได้อัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าสมมติฐานที่ใช้คำนวณ อัตราFeed in Tariff –FiT   โดย ต้นทุนโรงไฟฟ้าที่ของผู้ประกอบการที่เสนอค่าไฟฟ้าต่ำสุดอยู่ที่ 34 ล้านบาท ต่อเมกะวัตต์ ในขณะ สมมติฐานที่ใช้คำนวณ FiT อยู่ที่ 65 ล้านบาท ต่อเมกะวัตต์

นายวีระพล ตอบคำถามถึงการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid เฟส 2 ด้วยว่า  ในความเห็นส่วนตัว ควรจะต้องรอหลังปี2564 เพื่อดูผู้ที่ชนะประมูลเฟสแรกทั้ง 17ราย ดำเนินโครงการให้เสร็จสิ้นก่อน  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า ใน17รายที่ผ่านการคัดเลือกนั้น โครงการที่ให้ส่วนลดค่าFeed in Tariff -FiT มากที่สุด 99.99% มี2โครงการ คือ ของบริษัทเกษตรผล เพาเวอร์แพลนท์ จำกัด  ที่จังหวัดอุดรธานี  มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 27 เมกะวัตต์  และอีกโครงการเป็นของ บริษัทอุตสาหกรรมโคราช จำกัด  จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 13.84 เมกะวัตต์   ส่วนโครงการที่ให้ส่วนลดเป็นอันดับ17 ที่ผ่านการพิจารณา คือของบริษัท พีเอสที เอนเนอร์ยี 1จำกัด  ให้ส่วนลด 15.60%   อยู่ที่จังหวัดแพร่ มีปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย 25 เมกะวัตต์ 

ส่วนกลุ่มที่ชนะการประมูลได้ขายไฟฟ้ามากที่สุด4โครงการ รวมปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขายได้เกือบ70เมกะวัตต์ คือบริษัทไทยโก้ เทคโนโลยี จำกัด  ของกลุ่มเบียรช้าง โดยให้อัตราส่วนลด FiT 81.19  % จำนวน 3 โครงการ คือที่ กระบี่ ชุมพร และอุดรธานี   ส่วนอีก1โครงการ อยู่ที่ชุมพร ให้ส่วนลด FiT 71.19  % 

 ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมประมูลต้องวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า จำนวน 500 บาทต่อกิโลวัตต์ ตามปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขาย  และผู้ที่ได้รับคัดเลือกในลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จะต้องวางหลักประกันสัญญาก่อนวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้า กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต( กฟผ.) ล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 10 วันทำการ ก่อนวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ในวงเงินเท่ากับเท่ากับ 8,000 บาทต่อ กิโลวัตต์ตามปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญา

ที่มา:http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1086

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ