Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
กกพ. ย้ำผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อป กำลังผลิตเกิน1 MW ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ 1 สตางค์ต่อหน่วย
หมวด : ข่าวพลังงานประจำวัน
15 พฤศจิกายน 2560

กกพ. ย้ำ ผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อปเสรี กำลังการผลิตเกิน 1 เมกะวัตต์?ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า 1 สตางค์ต่อหน่วย ระบุหากมีการเปิดเสรีเต็มรูปแบบจริง จะต้องพิจารณาปรับเกณฑ์การเก็บเงินใหม่ให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า  ส่วนการพิจารณาอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนฯประจำปี 2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้ ภายใต้กรอบวงเงิน 3,046 ล้านบาท พร้อมทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกสู่สื่อสังคมออนไลน์และปล่อยรถคาราวาน กระตุ้นชุมชนมีส่วนร่วมใช้ประโยชน์จากกองทุนฯ ให้มากขึ้น


นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรีที่ภาครัฐเตรียมเปิดให้เข้าร่วมโครงการในอนาคตนั้น ทางผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีจะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าอัตรา 1 สตางค์ต่อหน่วย กรณีที่มีกำลังการผลิตเกิน 1,000 KVA (Kilo Volt Amp ) หรือเกิน 1 เมกะวัตต์  ทั้งนี้เนื่องจาก กกพ.มีระเบียบกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเกิน 1 เมกะวัตต์ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและต้องมีหน้าที่ส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าด้วย   แต่ในส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ขายเข้าระบบไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ จะไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ

อย่างไรก็ตามในอนาคตหากเปิดโซลาร์รูฟท็อปแบบเสรีเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดโควต้าการผลิต คาดว่าการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กจะเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะน้อยลง ทำให้มีผลกระทบต่อการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ. ซึ่ง กกพ. อาจต้องพิจารณาปรับโครงสร้างการจัดเก็บเงินใหม่เพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯนั้นจะแบ่งตามประเภทเชื้อเพลิง ได้แก่ โรงไฟฟ้าดีเซลหรือน้ำมันเตา ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ 1.5 สตางค์ต่อหน่วย,โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ  1 สตางค์ต่อหน่วย, โรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 สตางค์ต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 1 สตางค์ต่อหน่วย เป็นต้น 

นอกจากนี้ปัจจุบัน กกพ.อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งเสนอเข้ามา เพื่อขอใช้เงินจากกองทุนฯประจำปี 2561  ภายใต้กรอบวงเงินรวม 3,046 ล้านบาท ทาง กกพ. คาดว่าจะพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ ได้เสร็จภายในเดือน พ.ย. 2560 นี้ 

นายพรเทพ กล่าวด้วยว่า กกพ.ได้ปฏิรูปการประชาสัมพันธ์กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเป็นแบบ 360 องศา โดยทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกทั้งสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ล่าสุดได้จัด “โครงการประชาสัมพันธ์กองทุนพัฒนาไฟฟ้าในรูปแบบคาราวาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า อาสาพาเจริญ” ซึ่งจะจัดรถประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ไปยังชุมชนรอบโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนฯ อย่างเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า บางโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเพราะชาวบ้านไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมคิดโครงการ ซึ่ง กกพ.มีเป้าหมายให้ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้ 100% ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนและโรงไฟฟ้าอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคง  

นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเริ่มจัดเก็บเงินจากผู้ผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2555 หรือ 6 ปีที่ผ่านมา มีการจัดสรรเงินเพื่อดำเนินโครงการชุมชนต่างๆกว่า 34,500 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 13,000 ล้านบาท และแต่ละปีจะมีเงินส่งเข้ากองทุนฯประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยปีใดใช้เงินไม่หมดจะสมทบไปในปีถัดไป 

โดยกองทุนฯจะแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภท ก. คือ โรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตมากกว่า 5,000 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี มีรายได้ส่งเข้ากองทุนมากกว่า 50 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 13 กองทุน เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ส่วนประเภท ข.คือ โรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตระหว่าง 100-5,000 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี มีรายได้ส่งเข้ากองทุนฯมากกว่า 1 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ปัจจุบันมีอยู่ 45 กองทุน และกองทุนประเภท ค. คือ โรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 100 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีอยู่ 230 กองทุน 

ที่มา:http://energynewscenter.com/index.php/news/detail/1019

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ