Text Size

ข่าวกิจกรรมและประชาสัมพันธ์

pic01
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยืนยันนโยบายการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานสิ้นสุดอายุ รวมถึงการบริหารจัดการในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย เน้นโปร่งใส เป็นธรรม
หมวด : ข่าวประชาสัมพันธ์
23 สิงหาคม 2559


          ตามที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์โดยมีเจตนาให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์ข้อคิดเห็นเรื่องการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะสิ้นสุดอายุ และการใช้ระบบ PSC ในระบบพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (MTJDA) นั้น


          กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขอชี้แจงในข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวขอแยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้


          ประเด็นที่ 1  การให้ข้อมูลของผู้บริหารกระทรวงพลังงานที่นำมากล่าวถึง เป็นการนำข้อมูลบางส่วนของข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อแนวทางการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะสิ้นสุดอายุ นำเสนอเพื่อเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีแนวคิดจะผลักดันให้สิทธิแก่ผู้ดำเนินงานรายเดิมในขณะที่ข้อเท็จจริงคือ การให้ข้อมูลดังกล่าวต้องการสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่สิ้นสุดอายุในกรณีหากผู้ดำเนินงานรายเดิมเท่านั้น สำหรับการให้ข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐเน้นย้ำเสมอว่าการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานที่จะสิ้นสุดอายุ มุ่งเน้นความโปร่งใส เป็นธรรม การสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง


          ประเด็นที่ 2 เรื่องการใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (MTJDA)


          ประเด็นที่ 2.1  : การคัดเลือกผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต PSC ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA)นั้น ไม่ได้มีการเปิดแข่งขันแต่อย่างใด แต่รัฐเลือกที่จะมอบสิทธิในการสำรวจและผลิต ไปให้แก่บริษัทที่ทำธุรกิจอยู่เดิม ที่จับมือกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของสองประเทศ ซึ่งขณะนั้นเป็นของรัฐ 100%

          คำชี้แจง : ผู้รับสัญญาในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทที่รัฐบาลไทยมอบหมายกับบริษัทที่รัฐบาลมาเลเซียมอบหมาย ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน สอดคล้องตามหลักการของพื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA โดยในส่วนของผู้รับสัญญาที่รัฐบาลไทยมอบหมาย ได้แก่ บริษัท Triton Oil Company of Thailand และ บริษัท ปตท.สผ. ซึ่งเป็นการสืบสิทธิจากบริษัทที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมจากรัฐบาลไทยในปี พ.ศ. 2515 (ก่อนที่จะมีพื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA) ซึ่งกระบวนการคัดเลือกผู้รับสัมปทานดังกล่าวเป็นการเปิดให้มีการยื่นขอสิทธิและแข่งขันเป็นการทั่วไป ในปี พ.ศ. 2511 และรัฐบาลไทยมีข้อกำหนดที่จะไม่เปลี่ยนแปลงสิทธิขั้นมูลฐานต่อผู้รับสัมปทานเพียงฝ่ายเดียว


          ประเด็นที่ 2.2  : รัฐเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนแบบตายตัวเอาเอง โดยไม่เปิดให้มีการประมูลแข่งขันอย่างโปร่งใส การเปิดให้มีการประมูลแข่งขันเท่านั้น จึงจะมั่นใจได้ว่ารัฐได้ประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะพึงได้

          คำชี้แจง : ระบบบริหารจัดการในพื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA ใช้ระบบ PSC ซึ่งกลไกการจัดเก็บรายได้ จะต้องเป็นไปตามที่รัฐบาลทั้งสองตกลงกัน และกำหนดไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งการพิจารณาสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ เช่น ปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไร (Profit Split)   ที่เหมาะสมรัฐจะพิจารณาจาก ความเสี่ยง ความยากง่ายในการลงทุนเพื่อพัฒนานำทรัพยากรขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นหลักการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นภายใต้ระบบใด ทั้งระบบสัมปทาน และระบบ PSC 


          ทั้งนี้ การประมูลแข่งขันบนสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ อาจไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่ารัฐจะได้รับผลตอบแทนที่พึงได้และสูงสุด เนื่องจากการแข่งขันในการทำธุรกิจปิโตรเลียมขึ้นอยู่กับศักยภาพ ข้อมูล และความเสี่ยง ความสามารถของบริษัทที่ลงทุน เป็นสำคัญ


          ประเด็นที่ 2.3  : การขายปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA)นั้น รัฐอนุญาตให้มีการมอบสิทธิผูกขาดการซื้อแต่ผู้เดียวให้แก่ บมจ.ปตท. การไม่เปิดให้มีการประมูลแข่งขันเพื่อซื้อก๊าซธรรมชาติ จะเป็นหลักประกันว่าทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด ได้อย่างไร ดังนั้น การนำตัวเลข PSCของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) มาเปรียบเทียบกับระบบสัมปทาน จึงเป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะระบบ PSC ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) นั้น มิได้มีความเป็นสากล ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับระบบสัมปทานได้

          คำชี้แจง : การขายก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA จะมุ่งเน้นที่การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เพื่อประโยชน์โดยตรงของประเทศไทยและมาเลเซีย ในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2542 จึงกำหนดให้เป็นผู้ซื้อร่วมระหว่าง Petronas และบริษัท ปตท. ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยในขณะนั้น


          การทำสัญญาซื้อขายก๊าซทั่วไป เป็นการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวประมาณ 20 ปี ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจกับผู้ผลิตให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และสร้างมั่นคงต่อผู้บริโภค ทั้งประชาชนและภาคอุตสาหกรรม สัญญาดังกล่าวจึงมีผลมาถึงทุกวันนี้


          อนึ่ง ระบบ PSC ที่มีการใช้ทั่วโลก มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับศักยภาพปิโตรเลียม สภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงนโยบายของรัฐบาลของประเทศนั้นๆ หากไม่มีความเป็นสากล รัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียในขณะนั้นย่อมไม่สามารถตกลงกันได้

 
Share on:
<< ย้อนกลับ
สำรวจกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ